เครือข่ายแรงงาน จัดเวทีย้อนรอยการขับเคลื่อนกฎหมายประกันสังคม ชี้ประกันสังคมควรเป็นของผู้ประกันตนทุกคน ทุกมาตรา - Siam Highlight

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

Responsive Ads Here

Monday, September 14, 2026

เครือข่ายแรงงาน จัดเวทีย้อนรอยการขับเคลื่อนกฎหมายประกันสังคม ชี้ประกันสังคมควรเป็นของผู้ประกันตนทุกคน ทุกมาตรา


    ชวนลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 27 ก.ย.นี้ หวังปฏิรูปกองทุนโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพิ่มสิทธิสวัสดิการเสมอภาค  

    เมื่อวันที่  13 กันยายน 2569 มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล  มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว และขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน จัดเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น “งานจัดตั้ง คนงาน กับการเคลื่อนไหวกฎหมายประกันสังคม” ที่สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์แห่งประเทศไทย อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร


    ​นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ที่ปรึกษามูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า ในอดีตคนงานรากหญ้าจากอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ พระประแดง รังสิต องค์กรพัฒนาเอกชน นักศึกษา และองค์กรแรงงาน ไม่มีสวัสดิการอะไรเลย มีเพียงค่าแรงขั้นต่ำ เวลามีปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วย หรือประสบอุบัติเหตุ ก็จะมีความลำบากต้องไปกู้เงินดอกสูงเพื่อมาเป็นค่ารักษา ทำให้คนงานจำนวนมากรวมตัวเคลื่อนไหวจนได้กฎหมายประกันสังคม และใช้มาจนถึงปัจจุบัน 30 กว่าปีแล้ว ควรมีการปรับปรุง หรือปฏิรูปสิทธิสวัสดิการให้มีความทัดเทียมกับระบบสุขภาพอื่นๆ เช่นระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) การเพิ่มเงินชราภาพ และปฏิรูปแบบการบริหารกองทุน ที่ไม่ควรขึ้นกับระบบราชการที่ขาดการตรวจสอบ และไม่มีโปร่งใส




    “ประกันสังคมควรเป็นของผู้ประกันตนทุกคน ทุกมาตรา ต้องมีสิทธิด้านสุขภาพ และสวัสดิการเท่าเทียมกัน วันที่ 27 กันยายนนี้จะเป็นวันที่ผู้ประกันมีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงทุกคนควรแสดงออกลงเสียง และเลือกทีมเข้าไปเป็นบอร์ดที่ ต้องพิจาณาให้ดี เน้นการปฏิรูประบบประกันสังคมให้เป็นอิสระจากรัฐ ทำให้ระบบสุขภาพที่เท่าเที่ยมกันของผู้ประกันตน และพัฒนามาตรฐานระบบสุขภาพและสวัสดิการให้ดีขึ้น” นายจะเด็จ กล่าว

    นางศรีไพร นนทรีย์ กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง (กสรส.) กล่าวว่า ในอดีตการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิสวัสดิการ และกฎหมายประกันสังคมสำหรับผู้หญิงค่อนข้างลำบาก เพราะสังคมยังมีแนวคิดชายเป็นใหญ่ แต่กลุ่มแรงงานหญิงใช้การสร้างความเข้าใจกับครอบครัว ใช้เวลาช่วงพักกลางวันพูดคุยปัญหา ตลอดจนลงพื้นที่เยี่ยมบ้านสร้างความสนิทสนมจนสามารถรวมตัวกันเรียกร้องผลประโยชน์สำคัญ เช่น สิทธิลาคลอด 90 วันได้สำเร็จ แต่เนื่องจากมีการย้ายฐานการผลิต เหตุการณ์ทางการเมือง และกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไปในเวลาต่อมา ทำให้ขบวนการแรงงานเริ่มอ่อนแอลง อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการจ้างงานมีการเปลี่ยนแปลง มีแรงงานอิสระเกิดขึ้นหลายรูปแบบ โดยเฉพาะแรงงานหญิงในระบบแพลตฟอร์มอย่างไรเดอร์ยังคงตกสำรวจและเข้าไม่ถึงหลักประกันชีวิต ตนจึงมีข้อเสนอต่อบอร์ดประกันสังคมชุดใหม่ที่จะเข้ามา ต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลการลงทุน ผลตอบแทน ทุกขั้นตอน ต้องปฏิรูปโครงสร้างให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ เป็นต้น




    นายศิริชัย สิงห์ทิศ อดีตผู้ประสานงานสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การต่อสู้เชิงโครงสร้างเพื่อผลักดันกฎหมายประกันสังคม ตั้งแต่ยุคชูป้ายวันกรรมกร ปี 2528 ต่อมามีการรวมตัวครั้งใหญ่ของสภาองค์การลูกจ้าง ปี 2530 นำมาสู่การตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม และเข้าสู่การพิจารณาในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ทั้งนี้ แม้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎร แต่มีแรงต้านจากวุฒิสมาชิกสายทหารและกลุ่มนายทุนที่มองว่าเป็นภาระงบประมาณและเพิ่มต้นทุนการผลิต กลุ่มแรงงานสิ่งทอจึงร่วมกับเครือข่ายแรงงานหลายกลุ่ม หลายจังหวัด และเครือข่าย NGO จัดกิจกรรมศึกษาขับเคลื่อนและรวมพลังอดอาหารประท้วงหน้ารัฐสภา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2533 ซึ่งในการผลักดันกฎหมายและสิทธิประโยชน์ 7 ด้านนั้น ยังมีเรื่องเงินชดเชยการว่างงานที่ยังไม่สำเร็จในตอนนั้น จึงผลักดันต่อจนสำเร็จ มีการตราพระราชกฤษฎีกาการว่างงานสมบูรณ์ในช่วงปี 2544–2545 เกิดประโยชน์กับแรงงานทั้งประเทศ

    “​อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตนมองว่ากองทุนประกันสังคมต้องได้รับการปฏิรูปโครงสร้างออกจากระบบราชการ ให้เป็นองค์กรมหาชนอิสระจากการกำกับของภาครัฐ เพื่อความยืดหยุ่นและการบริหารงานอย่างเป็นมืออาชีพ จ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและการเงินมาบริหารจัดการเงินกองทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนสูงสุด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องฝากความหวังไว้กับบอร์ดชุดใหม่ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งปลายเดือนกันยายนนี้” นายศิริชัย กล่าว


    ด้าน นายบุญมี วันดี อดีตผู้นำแรงงาน กล่าวว่า ตนเป็นหนึ่งในคนที่ไปร่วมพักค้างอ้างแรมเพื่อผลักดันให้มีการออกกฎหมายประกันสังคม เพื่อให้มีสิทธิ์ สวัสดิการ ซึ่งทำมาตั้งแต่ที่ยังไม่มีสหภาพแรงงานเกิดขึ้น ตลอดจนการต่อสู้เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งมีอุปสรรคมาก แต่ต้องยอมรับว่า การเคลื่อนไหวแล้วจะได้มาหรือไม่ได้มานั้นไม่ใช่แค่การยื่นหนังสือ และล็อบบี้เท่านั้น ถ้าทำแค่นี้ไม่มีทางได้ จึงต้องมีการรวมตัวกันเป็นสหภาพเพื่อเรียกร้อง พร้อมทั้งมีความร่วมมือกับผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า อย่างลูกนายกฯ ชาติชาย ขณะนั้น ยังมีการวิพากษ์วิจารย์บิดาของตนด้วย และอีกหลายๆคน และการต่อสู้มีทั้งภายในสถานประกอบกิจการ ควบคู่กับการต่อสู้ภายนอกระดับนโยบายร่วมกับกลุ่มเครือข่ายต่างๆ  


No comments:

Post a Comment

Post Bottom Ad

Responsive Ads Here

Pages